กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลา

กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลา

ในมุมมองของผมการลงทุนระยะยาวจะได้ประโยชน์ในการสะสมความมั่งคั่งเป็นหลัก เพราะในระยะยาวแล้วจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในลักษณะ Trade (ซื้อๆ-ขายๆ) แต่ไม่เด่นในการสร้างกำไรในระยะสั้น ส่วนการ Trade หุ้นให้ประโยชน์ในการสร้างกระแสเงินสดรับ (Cash Flow In) จากโอกาสได้รับกำไรในระยะสั้น แต่มีข้อด้อยจากโอกาสที่จะตัดสินใจผิดพลาด และมีต้นทุนค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 กลยุทธ์ต่างมีข้อเด่น ข้อด้อย ควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเงิน และวิถีชีวิตของแต่ละท่าน สำคัญที่สุดคือการจัดพอร์ตลงทุน และเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมายการเงิน...เป้าหมายการเงินสำคัญที่สุด

จากประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้าผู้รับคำปรึกษาที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารบริษัท เจ้าของกิจการ (รับเงินเดือน และเงินปันผลจากกิจการตัวเอง) พนักงานประจำ หรืออาชีพเฉพาะเช่น แพทย์ ที่เวลาส่วนใหญ่ใช้ในการทำงาน มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลจัดการการลงทุนของตัวเอง ดังนั้น การจัดสัดส่วนพอร์ตลงทุน และให้เวลากับการลงทุนระยะยาวจะเหมาะสมที่สุด

การลงทุนในระยะยาวตามหลักการวางแผนการเงินอย่างน้อยควรมีเวลาในการลงทุน 10 ปีขึ้นไป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรับความเหวี่ยงไหวจากการลงทุนในระยะสั้น และได้รับผตอบแทนคาดหวังที่สูงได้ในระยะยาว ตัวอย่างเป้าหมายการเงินที่เหมาะสม เช่น กองทุนเกษียณอายุ งบเรียนในมหาวิทยาลัยของลูก งบสำหรับจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณ ฯลฯ

ผลตอบแทนที่สูงนั้น สูงแค่ไหน คุ้มจะให้เราลงทุนยาวๆไหม ขอยกตัวอย่างดัชนีที่ใหญ่ และอายุยืนยาวที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง S&P 500 ที่รวมหุ้นใหญ่ๆในอเมริกา 500 ตัว



Source: J.P. Morgan, Market Insights, Guide to Markets, Q2 2020, as of 31 March 2020, Page 95

 

สถิติจากปค.ศ. 1950 – 31 มีนาคม 2020 การลงทุนในระยะสั้น 1 ปี ผลตอบแทนที่ได้อยู่ในระหว่าง +61% ต่อปีถึง -43% ต่อปี ช่วงของผลตอบแทนสูงสุด-ต่ำสุดค่อนข้างกว้างมาก แต่หากยืดระยะเวลาลงทุนออกไปเป็น 10 ปีผลตอบแทนที่ได้อยู่ระหว่าง +21% ต่อปีถึง -3% ต่อปี หรือเพิ่มระยะเวลาลงทุนเป็น 20 ปี ผลตอบแทนที่ได้อยู่ระหว่าง +18% ต่อปีถึง +4% ต่อปี เฉลี่ยผลตอบแทนระยะยาวประมาณ 11% ต่อปี จากสถิติเรียกว่าแทบจะปิดโอกาสขาดทุนเลยหากลงทุนได้อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป

แต่ถ้าเรามั่นใจว่ามีข้อมูล และความรู้ความสามารถในการจับจังหวะลงทุนได้จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าไหม...แค่จับจังหวะถูกมากกว่าจับจังหวะผิดก็กำไรแล้ว ดีกว่าต้องมาทนถือการลงทุนไปยาวๆ เรามาดูสถิติของ S&P 500 กันอีกครั้ง



Source: J.P. Morgan, Retirement Insights, Guide to Retirement, 2020 edition, Page 43

ระหว่างวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2000 – 31 ธันวาคม 2019 ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน 6.06% ต่อปี เทียบกับการลงทุนแบบจับจังหวะซื้อขาย หากเราจับจังหวะในการเข้าลงทุนพลาดวันที่ดีที่สุดของตลาดไปเพียง 10 วันตลอดระยะเวลาลงทุน 20 ปี ผลตอบแทนลดลงเหลือ 2.44% ต่อปี ผลตอบแทนหายไป 3.62% ต่อปี ซึ่งไม่น้อยเลย

เทียบเป็นเงินก้อนลงทุน 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 20 ปี ลงทุน ณ ต้นปี 2000 และคงเงินไว้ในการลงทุนถึงสิ้นปี 2019 ด้วยผลตอบแทน 6.06% ต่อปี เงินลงทุนจะโตไปเป็น 3.24 ล้านบาท ส่วนกรณีลงทุนแบบจังหวะซื้อขาย และพลาดวันที่ดีที่สุดแค่ 10 วันตลอด 20 ปี ได้ผลตอบแทน 2.44% ต่อปี เงินลงทุนโตไปเป็น 1.62 ล้านบาท ผลตอบแทนที่ได้ต่างกันถึง 1.62 ล้านบาท

Trade พลาดวันดีๆไปแค่ 10 วัน กำไรหายไปล้านกว่าบาท แล้วถ้าพลาดวันดีๆมากกว่า 10 วันล่ะ?

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการติดตามการลงทุน การจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเอง เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน มีการกระจายการลงทุนที่ดี และให้เวลากับการลงทุนอย่างเพียงพอ คุณก็มีโอกาสสำเร็จได้ทุกเป้าหมาย

สุดท้ายนี้ นักวางแผนการเงิน CFP สามารถช่วยเป็นเพื่อนคู่คิดในการวางแผนการเงินของคุณ เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการลงทุนมีอะไรให้คิดมากมายกว่าการคิดถึงแค่ผลตอบแทนจากการลงทุนครับ

Powered by MakeWebEasy.com