แกะสูตรสำเร็จ ออมเงินและลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ดี ?

แนวคิดการออมและการลงทุน ควรคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้

Key takeaway:

เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ไม่แน่นอน และอนาคตเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝัน คำถามสำคัญคงไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า “จะเก็บเงินอย่างไร” หรือ “ควรลงทุนอะไรดี” แต่อาจต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินออมและหาวิธีว่าควรลงทุนอย่างไรให้ชีวิตเดินต่อได้อย่างมั่นคง โดยที่ไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไป

 

เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ไม่แน่นอน และอนาคตเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝัน คำถามสำคัญคงไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า “จะเก็บเงินอย่างไร” หรือ “ควรลงทุนอะไรดี” แต่อาจต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินออมและหาวิธีว่าควรลงทุนอย่างไรให้ชีวิตเดินต่อได้อย่างมั่นคง โดยที่ไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไป

หลายคนตั้งใจออม แต่กลับมีเงินไม่พอให้เหลือไปลงทุน บางคนลงทุนหนักแต่ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกลับต้องหยุดแผนทั้งหมด ใครที่ต้องเจอกับวงจรเหล่านี้ ลองมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการออมและการลงทุน ว่าเราควรออมเงินและลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ พร้อมแนวทางจัดสัดส่วนเงินที่ใช้ได้จริง เหมาะกับชีวิตคนทำงานยุคใหม่ ที่อยากให้เงินเติบโตควบคู่กับความอุ่นใจระยะยาว

 

การออม ฐานรากสำคัญของความมั่นคงทางการเงิน

การออม หมายถึง การเก็บหรือกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้ไว้ในรูปแบบที่ปลอดภัยและพร้อมใช้ได้ทุกเมื่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น เจ็บป่วย ตกงาน หรือเป้าหมายระยะสั้น เช่น การซื้อของชิ้นใหญ่ การท่องเที่ยว หรือการซ่อมแซมรถยนต์ โดยควรเป็นเงินส่วนที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตของเรา

 

ข้อดีของการออม

  • ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทำให้คุณพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ในชีวิตได้เสมอ
  • ไม่ต้องพึ่งหนี้หรือบัตรเครดิตในยามฉุกเฉิน สามารถตัดสินใจดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ลดภาระการเงินในอนาคต
  • ทำให้การลงทุนในระยะยาวมั่นคงขึ้น เพราะไม่ต้องถอนเงินลงทุนกลางทาง ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายกว่า

 

เครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการออม

  • เงินฝากออมทรัพย์ : ฝาก-ถอนได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • เงินฝากประจำ : มีกำหนดระยะเวลาฝากแน่นอน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ เหมาะกับเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น ช่วยสร้างวินัยในการออมได้ดี

 

การลงทุน เครื่องมือสร้างเงินให้เติบโตระยะยาว

การลงทุน คือการนำเงินไปสร้างโอกาสเติบโตในอนาคตด้วยการจัดสรรในสินทรัพย์หรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระยะยาว อาจมีความผันผวนและความเสี่ยงเกิดขึ้น จึงต้องศึกษาให้ดีทุกครั้งก่อนลงทุน

 

ข้อดีของการลงทุน

  • ช่วยให้มูลค่าเงินเติบโตทันหรืออยู่เหนือเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของความมั่งคั่ง
  • เพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายการเงินได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มภาระการออมมากเกินไป เช่น วางแผนเกษียณ การศึกษาลูก หรืออิสรภาพทางการเงิน
  • ช่วยสร้างรายได้จากเงิน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย หรือกำไรจากการเติบโตของสินทรัพย์ จึงลดการพึ่งพารายได้จากงานประจำเพียงทางเดียว

 

เครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

  • หุ้น : การลงทุนในกิจการโดยตรง ให้โอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทและเงินปันผล มีความผันผวนสูง
  • กองทุนรวม : ลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างเป็นระบบโดยไม่ต้องบริหารเองทั้งหมด
  • อสังหาริมทรัพย์ : มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างกระแสเงินสดจากค่าเช่าหรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
  • ทองคำ : สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ช่วยสร้างสมดุลพอร์ตในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ลงทุนได้ทั้งทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ การออมทอง และกองทุนทอง
  • การทำธุรกิจ : ให้โอกาสสร้างผลตอบแทนสูงและรายได้แบบไร้เพดาน แต่มาพร้อมความเสี่ยงและต้องลงทุนทั้งเงิน แรง และเวลา

 

 

การออมเงินและการลงทุน ควรคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ?

เมื่อเล็งเห็นความสำคัญของการออมและการลงทุนแล้ว คำถามถัดไปที่มือใหม่ด้านการวางแผนการเงินมักสงสัย คือควรออมเงินและลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ดี คำตอบคือไม่มีเลขตายตัว มีเพียงกรอบคิดมาตรฐานอย่างหลัก 50/30/20 ที่ช่วยให้คนส่วนใหญ่เริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ และนำไปปรับให้เหมาะกับชีวิตจริงของตัวเอง ซึ่งจะประกอบด้วย

  • ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร 50%
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับไลฟ์สไตล์ 30%
  • เงินออมและลงทุน 20% 

 

โดยปัจจัยที่จะช่วยวางแผนว่าควรออมเงินและลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ได้แก่

  • รายได้ของคุณสม่ำเสมอแค่ไหน
  • มีภาระหนี้จำเป็นหรือไม่
  • มีเงินสำรองฉุกเฉินแล้วหรือยัง
  • เป้าหมายทางการเงินอยู่ในระยะสั้นหรือระยะยาว

 

เพราะตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสม คือตัวเลขที่คุณสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำได้แค่ 2-3 เดือนแล้วล้มเลิก

 

ตัวอย่างสัดส่วนที่ใช้ได้จริง

จากกฎ 50/30/20 ซึ่งกำหนดให้ 20% ของรายได้เป็นเงินออมและการลงทุน สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานะทางการเงินของแต่ละช่วงชีวิตได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนหนักตั้งแต่วันแรก ดังนี้

  • ช่วงเริ่มต้น ออม 15% ลงทุน 5% : เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือมีฐานการเงินไม่มั่นคงนัก ช่วยสร้างกันชนทางการเงินสำหรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น ว่างงาน เจ็บป่วย หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ควบคู่กับการสร้างความคุ้นเคยในการลงทุนโดยไม่เสี่ยงเกินไป
  • เมื่อมีเงินสำรองฉุกเฉินครบ ออม 5% ลงทุน 15% : เมื่อมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้ว คุณสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อเร่งการเติบโตของเงินในระยะยาวได้มากขึ้น เช่น เป้าหมายเกษียณ การศึกษาลูก หรืออิสรภาพทางการเงิน

 

แนวทางการปรับสัดส่วนการออมและลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินอย่างมั่นคง

การปรับสัดส่วนการออมเงินและลงทุน ว่าควรคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ไม่ได้ทำเพื่อให้พอร์ตดูสวย แต่ทำเพื่อให้คุณไปถึงเป้าหมายได้จริงแบบไม่สะดุด ควบคู่กับการใช้ชีวิตประจำวันได้แบบไม่ตึงมือเกินไป โดยควรคำนึงถึง 3 แนวทางสำคัญเหล่านี้

 

1. สร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ

เงินสำรองฉุกเฉินคือกันชนที่ป้องกันไม่ให้คุณต้องถอนเงินลงทุนผิดจังหวะ หรือก่อหนี้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยควรมีอย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายประจำเดือน เก็บอยู่ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและถอนง่าย เมื่อเงินก้อนนี้ครบแล้ว จะทำให้คุณเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนได้อุ่นใจยิ่งขึ้น

 

2. ปรับสัดส่วนตามช่วงชีวิตและความเสี่ยงที่รับได้

  • คนวัยเริ่มทำงานหรือผู้ที่ยังมีเวลาการลงทุนอีกยาว เหมาะกับการเพิ่มน้ำหนักไปที่การลงทุนระยะยาวเพื่อให้เงินมีโอกาสเติบโตมากขึ้น
  • คนที่มีครอบครัวแล้วหรือมีภาระ ควรเพิ่มสัดส่วนการออมและสินทรัพย์ที่ผันผวนน้อยลง เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในบ้าน
  • คนวัยใกล้เกษียณ ค่อย ๆ ลดสัดส่วนสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง เพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัย ป้องกันความเสี่ยง กรณีจำเป็นต้องใช้เงินในยามฉุกเฉิน

 

3. ใช้เป้าหมายเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่อารมณ์ตลาด

แยกเงินออกตามเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น เงินฉุกเฉิน เงินเป้าหมายระยะสั้น และเงินลงทุนระยะยาว จากนั้นกำหนดกติกาการปรับพอร์ตล่วงหน้า ว่าคุณจะทบทวนพอร์ตบ่อยแค่ไหน และลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิด เมื่อยึดเป้าหมายเป็นหลัก การออมและการลงทุนจะกลายเป็นระบบที่ช่วยให้เงินเติบโตไปพร้อมกับความมั่นคงของชีวิตในระยะยาว

 

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่ช่วยผสมผสานการลงทุนระยะยาวเข้ากับความคุ้มครองชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน การวางแผนผ่านประกันยูนิตลิงก์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ เพราะสามารถออกแบบสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมาย พร้อมมีความคุ้มครองรองรับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด

Money Adwise พร้อมช่วยคุณวิเคราะห์รายได้ เป้าหมาย และความเสี่ยง เพื่อออกแบบแผนประกันยูนิตลิงก์ที่เหมาะกับคุณจริง เน้นแผนในระยะยาว ปรึกษานักวางแผนการเงินคุณวุฒิ CFP® ของเราเพื่อเริ่มต้นวางแผนการเงินที่มั่นคงและยืดหยุ่นได้ตั้งแต่วันนี้ ลงทะเบียนปรึกษาครั้งแรก ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. เข้าใจ “การลงทุน” วิธีที่ทำให้เงินงอกเงย. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.yuvabadhanafoundation.org/th/ข่าวสาร/บทความทั่วไป/เคล็ดลับการเงิน/การลงทุน-วิธีลงทุน/ 
  2. การออม. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.bot.or.th/th/satang-story/money-plan/saving.html   

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัดส่วนการออมและการลงทุน (FAQs)

Q : ควรเริ่มออมเงินก่อนลงทุนเสมอหรือไม่ ?

A : ควรเริ่มจากการออมเงินเพื่อให้มีเงินสำรองฉุกเฉินก่อน ป้องกันต้องถอนเงินลงทุนผิดจังหวะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งทำให้เสียโอกาสการทำกำไรได้

 

Q : ถ้ารายได้ไม่แน่นอน ควรออมเงินและลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ ?

A : ควรให้น้ำหนักกับเงินออมและสภาพคล่องมากขึ้น แล้วค่อยเพิ่มการลงทุนเมื่อรายได้เริ่มเสถียร

 

Q : ถ้าเริ่มลงทุนช้า ยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเงินไหม ?

A : ยังมีโอกาส หากวางแผนจริงจัง เพิ่มวินัย และเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับระยะเวลาที่เหลืออยู่

 

Q : ประกันยูนิตลิงก์คืออะไร ?

A :  ประกันยูนิตลิงก์คือประกันชีวิตที่ผสานความคุ้มครองกับการลงทุน เปิดโอกาสให้ผู้ถือกรมธรรม์ออกแบบสัดส่วนการลงทุนตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของตนเอง

 

Q : ควรแยกบัญชีออมกับบัญชีลงทุนหรือไม่ ?

A : ควรแยกบัญชีให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นเป้าหมายชัด ลดโอกาสนำเงินระยะยาวมาใช้ผิดวัตถุประสงค์

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้