หนึ่งในความท้าทายของการวางแผนการเงินคือการหาจุดสมดุลระหว่าง "การรักษาเงินต้น" และ "การสร้างผลตอบแทน" สำหรับนักลงทุนกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นเป็นหลัก (Conservative Investor) การนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงย่อมไม่ตอบโจทย์ ในขณะเดียวกัน การเก็บเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ถึงแม้จะให้ความปลอดภัยในแง่ของตัวเลขเงินต้นที่ไม่ลดลง แต่ก็ต้องเจอกับความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ แต่โชคดีที่ในโลกการเงินยังมีทางเลือกที่อยู่ "ตรงกลาง" ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ที่อยากลงทุนแต่กลัวขาดทุน จึงต้องการลงทุนอย่างระมัดระวังที่สุด เน้นความผันผวนต่ำ และมุ่งหวังผลตอบแทนที่ค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคง บทความนี้จะมาสำรวจ 7 ทางเลือกหลักที่ตอบโจทย์การลงทุนในรูปแบบนี้ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้เหล่านักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
1. เงินฝากประจำ (Fixed Deposit)
เมื่อพูดถึงการลงทุนอย่างปลอดภัยและมั่นคงสูงสุด ทางเลือกแรกที่ทุกคนนึกถึงย่อมหนีไม่พ้น "เงินฝากประจำ" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสภาพคล่องที่ปลอดภัยที่สุด
อธิบายแบบเข้าใจง่าย เงินฝากประจำคือการนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารโดยมีเงื่อนไขระยะเวลาที่แน่นอน เช่น 3 เดือน, 6 เดือน, 12 เดือน หรือ 24 เดือน โดยธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ปกติ แลกกับการที่เราจะไม่ถอนเงินออกมาใช้ก่อนกำหนด
จุดเด่น
- ความเสี่ยงต่ำมาก : เงินต้นได้รับการคุ้มครองโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด) ทำให้แทบไม่มีโอกาสสูญเสียเงินต้น
- ผลตอบแทนแน่นอน : ทราบตัวเลขดอกเบี้ยที่จะได้รับตั้งแต่วันแรกที่ฝาก ไม่ต้องลุ้นกับภาวะตลาด
- วินัยการออม : ช่วยสร้างนิสัยการออมเงิน เพราะการถอนก่อนกำหนดจะทำให้เสียสิทธิ์ในดอกเบี้ย
ข้อจำกัด
- สภาพคล่องต่ำ : เงินถูกล็อกไว้ตามระยะเวลา หากมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงิน การถอนก่อนกำหนดอาจทำให้ได้รับดอกเบี้ยเท่ากับการออมทรัพย์หรือไม่ได้ดอกเบี้ยเลย
- แพ้เงินเฟ้อ : ในภาวะปกติ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำมักจะใกล้เคียงหรือต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินอาจไม่เพิ่มขึ้น
- ภาษี : ดอกเบี้ยที่ได้รับ หากเกิน 20,000 บาท อาจต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% (ยกเว้นบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีที่มีเงื่อนไขเฉพาะ)
2. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds)
พันธบัตรรัฐบาลคือตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ เพื่อระดมทุนไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ ผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และรัฐบาลเป็นลูกหนี้ โดยรัฐจะจ่ายดอกเบี้ย (Coupon) เป็นงวด ๆ และคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดสัญญา
จุดเด่น
- Risk-Free (ในประเทศ) : ถือเป็นการลงทุนอย่างปลอดภัย และแทบปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิตหรือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุดในประเทศ เพราะผู้ลงทุนมีสถานะเป็น "เจ้าหนี้ของรัฐบาล"
- ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก : โดยทั่วไปจะให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำในระยะเวลาเดียวกัน
- กระแสเงินสดสม่ำเสมอ : ได้รับดอกเบี้ยเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ (มักจ่ายทุก 6 เดือน) เหมาะกับผู้ที่ต้องการ Passive Income
ข้อจำกัด
- สภาพคล่อง : แม้จะขายก่อนกำหนดได้ในตลาดรอง (Secondary Market) แต่กระบวนการอาจไม่สะดวกเท่าการถอนเงิน และราคาขายอาจผันผวนตามอัตราดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้น
- ระยะเวลา : พันธบัตรมักมีอายุยาว (เช่น 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี) เงินจะถูกล็อกไว้นานกว่าเงินฝาก
3. กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Funds)
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างปลอดภัย พร้อมได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก แต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่พอจะซื้อพันธบัตร หรือต้องการสภาพคล่องที่มากกว่า กองทุนรวมตราสารหนี้คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ โดยเป็นกองทุนที่ระดมเงินจากนักลงทุนไปซื้อตราสารหนี้หลายประเภทผสมกัน ทั้งพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชนที่มีความมั่นคง (Investment Grade) หรือเงินฝาก ทั้งในและต่างประเทศ
จุดเด่น
- การกระจายความเสี่ยง : มีการกระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ เพราะกองทุนถือตราสารหนี้หลายตัว หากผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่งมีปัญหา ผลกระทบต่อพอร์ตโดยรวมจะน้อยกว่าการซื้อเองโดยตรง
- มืออาชีพดูแล : มีผู้จัดการกองทุนคอยวิเคราะห์ทิศทางดอกเบี้ยและคัดเลือกตราสารหนี้เข้าพอร์ต
- สภาพคล่องสูงกว่าพันธบัตร : ส่วนใหญ่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนและได้รับเงินภายใน 1-3 วันทำการ (T+1 ถึง T+3)
ข้อจำกัด
- ความผันผวนของราคา : มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) สามารถขึ้นหรือลงได้ตามภาวะดอกเบี้ยตลาด (Mark-to-Market) นักลงทุนอาจเห็นตัวเลขติดลบได้ในช่วงสั้น ๆ
- ค่าธรรมเนียม : มีค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต้องหักออกจากผลตอบแทน
4. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Funds)
หากโจทย์คือ "ที่พักเงิน" ที่ปลอดภัยเหมือนเงินฝาก แต่ถอนได้คล่องเหมือนออมทรัพย์ และได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า กองทุนรวมตลาดเงินคือทางเลือกการลงทุนอย่างปลอดภัยที่เหมาะสม เนื่องด้วยเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมาก (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) และมีความมั่นคงสูงมาก เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือตั๋วแลกเงินของธนาคารชั้นนำ
จุดเด่น
- สภาพคล่องสูงมาก : สั่งขายวันนี้ ได้เงินพรุ่งนี้เช้า (T+1) เปรียบเสมือนกระเป๋าเงินสำรอง
- ความเสี่ยงต่ำที่สุดในบรรดากองทุน : เนื่องจากลงทุนในตราสารระยะสั้นมาก ความผันผวนของราคาจึงแทบจะเป็นศูนย์ กราฟมักจะเป็นเส้นตรงค่อย ๆ ไต่ขึ้น
- ผลตอบแทนดีกว่าออมทรัพย์ : ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงเงินฝากประจำ แต่ไม่ต้องล็อกเงิน
ข้อจำกัด
- ผลตอบแทนจำกัด : แม้จะดีกว่าออมทรัพย์ แต่ก็ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น และอาจแค่ "เสมอตัว" กับเงินเฟ้อ ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้รวดเร็ว
5. ประกันสะสมทรัพย์ (Endowment)
ประกันสะสมทรัพย์คือประกันชีวิตที่เน้นการออมเงิน โดยมีกำหนดระยะเวลาสัญญาที่แน่นอน (เช่น 10/5, 15/25) บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินคืนระหว่างสัญญาและเงินก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญาตามที่ระบุไว้ในเล่มกรมธรรม์ ถือเป็นทางเลือกการลงทุนสุดคลาสสิกสำหรับผู้ที่อยากลงทุนแต่กลัวขาดทุน เพราะมี "การันตีเงินคืน" อย่างแน่นอนพร้อมความคุ้มครองชีวิต
จุดเด่น
- ผลตอบแทนที่แน่นอน : จำนวนเงินที่ได้รับคืนจะถูกระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกเป้าหมายทางการเงินที่ไม่อยากเจอกับความผิดพลาด เช่น ทุนการศึกษาสำหรับบุตร
- สิทธิลดหย่อนภาษี : เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท ซึ่งถือเป็น "ผลตอบแทนทางอ้อม" ที่คุ้มค่า
ข้อจำกัด
- สภาพคล่องต่ำ : ต้องถือจนครบสัญญาถึงจะได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย การเวนคืนกรมธรรม์ก่อนกำหนดมักจะขาดทุน
- ผลตอบแทน (IRR) ไม่สูง : เมื่อเทียบกับกองทุนรวม ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอาจไม่สูงมากนัก แต่แลกมาด้วยความแน่นอน 100%

6. ประกันบำนาญ (Annuity)
ประกันบำนาญคือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปิด "ความเสี่ยงของการมีอายุยืนยาว (Longevity Risk)"โดยจะเป็นการออมที่ผู้เอาประกันทยอยชำระเบี้ยในช่วงวัยทำงาน และบริษัทประกันภัยจะทยอยจ่ายเงินคืนเป็นรายงวด (บำนาญ) ให้ตั้งแต่อายุเกษียณ (เช่น 55 หรือ 60 ปี) ไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปี
จุดเด่น
- สร้างรายได้หลังเกษียณที่แน่นอน : เปรียบเสมือนการลงทุนอย่างปลอดภัยที่เน้นสร้างสวัสดิการข้าราชการให้ตัวเอง มั่นใจได้ว่าจะมีเงินโอนเข้าบัญชีทุกปีหลังเกษียณ
- สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม : สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท (และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท)
ข้อจำกัด
- ขาดสภาพคล่องยาวนาน : เงินจะถูกล็อกไว้จนกว่าจะถึงวัยเกษียณ ไม่สามารถถอนออกมาใช้ก่อนได้
- ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ : หากเลือกแบบบำนาญที่จ่ายเงินคงที่ทุกปี ในอนาคตอีก 20-30 ปีข้างหน้า มูลค่าของเงินก้อนนั้นอาจซื้อของได้น้อยลง
7. ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked)
เครื่องมือทางการเงินยุคใหม่ที่รวม "ความคุ้มครอง" และ "การลงทุน" เข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาวคือนิยามของ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ “ประกันยูนิตลิงก์” กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ไม่ได้การันตีผลตอบแทนเหมือนประกันสะสมทรัพย์ทั่วไป แต่เบี้ยประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวมที่ผู้ทำประกันสามารถเลือกจัดพอร์ตได้เอง
จุดเด่น
- ความยืดหยุ่นสูง : สามารถปรับเปลี่ยนวงเงินความคุ้มครอง และสัดส่วนการลงทุนได้ตามช่วงจังหวะชีวิต
- โอกาสสร้างผลตอบแทน : เป็นการลงทุนอย่างปลอดภัยที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากกองทุนรวมที่เลือก ซึ่งช่วยให้เบี้ยประกันภัยที่จ่ายไปมีโอกาสเติบโต และนำมาชดเชยค่าใช้จ่ายในกรมธรรม์ได้
- สภาพคล่อง : สามารถถอนเงินบางส่วนจากมูลค่าบัญชีออกมาใช้ยามฉุกเฉินได้ (ภายใต้เงื่อนไข)
ข้อจำกัด
- ความซับซ้อนและค่าใช้จ่าย : มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประกันภัยและค่าธรรมเนียมบริหารกรมธรรม์ ซึ่งจะถูกหักจากการขายคืนหน่วยลงทุนทุกเดือน
- ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ : หากเลือกกองทุนที่ "ปลอดภัยเกินไป" เช่น ลงแต่ตราสารหนี้หรือตลาดเงิน ผลตอบแทนที่ได้อาจ "ไม่เพียงพอ" ที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมของกรมธรรม์ในระยะยาว ส่งผลให้มูลค่ารับซื้อคืนลดลงเรื่อย ๆ จนกรมธรรม์ขาดอายุได้ ดังนั้น การจัดพอร์ตใน Unit-Linked จำเป็นต้องผสมสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น หรือกองทุนผสม) เพื่อให้ผลตอบแทนคาดหวังชนะค่าใช้จ่ายและเงินเฟ้อ
ตัวอย่างการจัดพอร์ตการลงทุนสำหรับผู้รับความเสี่ยงต่ำ (Low Risk Portfolio)
การจัดพอร์ตสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเทเงินทั้งหมดไปกองรวมกันที่บัญชีเงินฝาก การกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่ดียังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยสามารถแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้
ส่วนที่ 1 : สภาพคล่องและเงินฉุกเฉิน (สัดส่วนประมาณ 40%)
เงินส่วนนี้คือรากฐานของความอุ่นใจ เน้นลงทุนใน เงินฝากประจำ หรือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) วัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเงินต้นให้ปลอดภัยที่สุด และสามารถดึงออกมาใช้ได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็น ความเสี่ยงในส่วนนี้ควรเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์ เพื่อให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจ
ส่วนที่ 2 : สร้างกระแสเงินสดและชนะเงินเฟ้อเบื้องต้น (สัดส่วนประมาณ 30%)
เงินส่วนนี้ทำหน้าที่หารายได้ที่สม่ำเสมอ โดยขยับไปลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แม้ราคาหน่วยลงทุนอาจจะมีการขยับขึ้นลงบ้างตามภาวะดอกเบี้ย แต่ในระยะกลางถึงยาว ความเสี่ยงยังถือว่าต่ำและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับนักลงทุนสาย Conservative
ส่วนที่ 3 : ความคุ้มครองและการเติบโตระยะยาว (สัดส่วนประมาณ 30%)
ส่วนสุดท้ายคือการวางแผนระยะยาวผ่านเครื่องมือประกันภัย ทั้ง ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) หรือ ประกันสะสมทรัพย์/บำนาญ
- ข้อควรระวังพิเศษสำหรับ Unit-Linked : ในพอร์ตส่วนนี้ หากเลือกทำ Unit-Linked แม้คุณจะเป็นคนรับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่ ไม่แนะนำ ให้เลือกกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว เพราะผลตอบแทนอาจไม่เพียงพอสำหรับหักค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัย (Cost of Insurance) ซึ่งอาจทำให้เงินต้นลดลงได้
- คำแนะนำ : ควรจัดพอร์ตการลงทุนภายใน Unit-Linked ให้มีสัดส่วนของกองทุนผสม หรือกองทุนหุ้นโลกที่มีคุณภาพดีผสมอยู่ด้วย เพื่อคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 4-5% ต่อปี ซึ่งจะช่วยให้กรมธรรม์มีความยั่งยืน เติบโตชนะค่าธรรมเนียมและเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องหวือหวาเสมอไป บางครั้ง “ความมั่นคง” ต่างหากที่คือรากฐานของการเติบโตในระยะยาว เช่นเดียวกับการเลือกทำประกันชีวิตควบการลงทุน ที่ไม่เพียงช่วยให้เงินของคุณงอกเงยตามศักยภาพของกองทุน แต่ยังให้ความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วยหากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่ผสานทั้งความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และโอกาสเติบโตของเงินลงทุน Money Adwise พร้อมให้คำปรึกษาทำประกันยูนิตลิงก์ AIA โดยนักวางแผนการเงินที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคปภ. เราจะช่วยวิเคราะห์เป้าหมายชีวิตของคุณ วางพอร์ตให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง และออกแบบสัญญา Unit Linked ที่ตอบโจทย์ทั้ง “ความคุ้มครอง” และ “ผลตอบแทน” อย่างสมดุล ลงทะเบียนนัดรับคำปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย หรือปรึกษาด่วนผ่านทาง LINE Official @MoneyAdwise