สำรวจหาคำตอบ ค่ารักษาพยาบาลเอกชนปัจจุบันอยู่ที่เท่าไร ?

ผู้หญิงกำลังตกใจกับค่ารักษาพยาบาลเอกชน

Key Takeaway :

ค่ารักษาพยาบาลเอกชนปี 2026 ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์และเทคโนโลยีการรักษาที่ซับซ้อน โดยต้นทุนจริงมักแฝงอยู่ในค่าบริการพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ และการตรวจวินิจฉัยราคาสูง ซึ่งมากกว่าเพียงแค่ค่าห้องหรือค่าแพทย์ การวางแผนประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพจึงควรเลือกแบบเหมาจ่ายที่ยืดหยุ่น โดยมีการกำหนดค่าห้องให้สอดคล้องกับโรงพยาบาลเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการบริหารเบี้ยประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกแผนที่มีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ร่วมกับการใช้สิทธิประโยชน์เครือข่ายอย่าง AIA Smart Network นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับเงื่อนไขการการันตีต่ออายุและเกณฑ์ Copayment เพื่อให้กรมธรรม์คุ้มครองต่อเนื่องและเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างยั่งยืน


สำหรับปี 2026 การวางแผนการเงินเพื่อสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน แต่คือการทำความเข้าใจ “อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล” ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน ปัจจุบันบิลค่ารักษาพยาบาลมีความซับซ้อนมากกว่าแค่ค่าแพทย์หรือค่ายา แต่ประกอบไปด้วยหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่มากมาย ซึ่งหากผู้อ่านไม่เข้าใจโครงสร้างราคาที่แท้จริง อาจนำไปสู่การเลือกแผนประกันภัยที่ผิดพลาด หรือเกิดภาวะที่ต้อง “จ่ายส่วนต่าง” จนกระทบสถานะทางการเงินได้ 

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังโครงสร้างค่ารักษาพยาบาลเอกชนในภาพรวม ให้คุณมองเห็น “ต้นทุนจริง” และใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นเข็มทิศในการเลือกประกันรักษาโรงพยาบาลเอกชนเพื่อป้องกันความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ


เข้าใจโครงสร้างบิลค่ารักษา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดของผู้ใช้บริการคือการประเมินค่ารักษาพยาบาลเอกชน ซึ่งสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือเรื่องของ “ค่าห้องพัก” และ “ค่าธรรมเนียมแพทย์” เพราะในความเป็นจริง โครงสร้างบิลค่ารักษาพยาบาลเอกชนเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่โผล่พ้นน้ำมาเป็นเพียงส่วนน้อย ขณะที่ส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำและมักเป็นสาเหตุของบิลที่พุ่งสูง ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วยปัจจัยหลัก ดังนี้ 

  1. ค่าบริการโรงพยาบาลและค่าบริการพยาบาล : ไม่ใช่เพียงแค่ค่าเช่าพื้นที่ แต่รวมถึงค่าวิชาชีพพยาบาล ค่าระบบปลอดเชื้อ ค่าบริการอาหาร และค่าธรรมเนียมการจัดการ ซึ่งในโรงพยาบาลเอกชนระดับบน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจสูงพอ ๆ กับค่าห้องพัก
  2. ค่าเวชภัณฑ์และอุปกรณ์พิเศษ : นี่คือจุดที่ควบคุมงบประมาณได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะเทียม ไหมเย็บแผลชนิดพิเศษ หรืออุปกรณ์ผ่าตัดแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งราคาแปรผันตรงกับเทคโนโลยีที่ใช้
  3. ความซับซ้อนเฉพาะบุคคล : ราคาค่ารักษาพยาบาลเอกชนประเมินเบื้องต้นมักตั้งอยู่บนสมมติฐานของ “เคสปกติ” แต่หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว อายุมาก หรือมีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ตัวเลขสุดท้ายในบิลจะขยับขึ้นทันทีตามทรัพยากรที่ต้องใช้เพิ่ม


ค่าห้องพักโรงพยาบาลเอกชน

เมื่อพูดถึงการนอนโรงพยาบาล (IPD) จุดแรกที่คนส่วนใหญ่โฟกัสคือ “ค่าห้อง” ทว่า ในปี 2026 นิยามของคำว่าค่าห้องในโรงพยาบาลเอกชนแต่ละระดับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมักเป็นจุดที่ทำให้วงเงินประกันไม่เพียงพอ โดยจากการสำรวจภาพรวมราคาตลาด (Market Price) พบว่าโรงพยาบาลเอกชนแบ่งระดับราคาออกเป็น Tier อย่างชัดเจน 

  • โรงพยาบาลเอกชนระดับ High-End หรือตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ (CBD) : มักรวมค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาลเข้าด้วยกันเป็นแพ็กเกจเริ่มต้น ราคาเฉลี่ยอาจพุ่งสูงไประดับ 10,000 – 25,000+ บาทต่อคืน สำหรับห้องเดี่ยวมาตรฐาน
  • โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง : อาจมีการแยกรายการค่าห้องและค่าบริการพยาบาลออกจากกัน แต่เมื่อรวมยอดสุทธิต่อวัน มักอยู่ในช่วง 5,000 – 9,000 บาทต่อคืน


ค่าตรวจวินิจฉัยและเทคโนโลยี 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลเอกชนกระโดดสูงขึ้นคือ “เทคโนโลยีการวินิจฉัย” เพราะก่อนที่แพทย์จะทำการรักษา จำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันผล ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มีต้นทุนสูง โดยในปี 2026 การทำ CT Scan หรือ MRI เพื่อหาสาเหตุอาการปวดท้องรุนแรง หรืออาการทางระบบประสาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตั้งแต่ 8,000 – 30,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับการใช้สารทึบรังสีและความละเอียดของเครื่องมือ


“ค่าเวชภัณฑ์” และ “เทคโนโลยีการรักษา”

ในการประเมินค่ารักษาพยาบาลเอกชน อีกหนึ่งหมวดค่าใช้จ่ายที่ต้องโฟกัสคือ “เวชภัณฑ์ 2 (เวชภัณฑ์สิ้นเปลือง) และอุปกรณ์การแพทย์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของค่ารักษาที่ควบคุมไม่ได้ โดยในอดีต การผ่าตัดอาจใช้เพียงมีดหมอและไหมเย็บแผล แต่ปัจจุบันการแพทย์มุ่งเน้นการผ่าตัดแผลเล็ก หรือใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางที่มีราคาสูงมาก

  • อุปกรณ์ส่องกล้อง : หัวกล้อง ลวดนำทาง หรือคลิปหนีบเส้นเลือด มักเป็นอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง ซึ่งรายการเหล่านี้อาจมีราคารวมกันหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทในการผ่าตัดครั้งเดียว
  • ยามุ่งเป้า : สำหรับกลุ่มโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง ค่ายาอาจสูงถึงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเข็ม/ต่อเดือน


Checklist: เลือกประกันสุขภาพอย่างไรให้รอดในปี 2026 ?

จากการที่ค่ารักษาพยาบาลเอกชนยังคงอยู่ในอัตราที่สูง และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การเลือกทำประกันรักษาโรงพยาบาลเอกชนเพื่อเป็นเกราะป้องกันทางการเงินในปี 2026 จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่ากรมธรรม์ที่คุณถืออยู่จะสามารถช่วยให้คุณอุ่นใจได้จริงยามเจ็บป่วย และนี่คือ 5 เช็กลิสต์สำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ


1. เลิกมองหาแผน “จำกัดวงเงินต่อรายการ”

ในปี 2026 โครงสร้างค่ารักษาพยาบาลเอกชนยังคงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะค่าเวชภัณฑ์และค่าห้องผ่าตัด ดังนั้น การถือกรมธรรม์แบบเก่าที่ “จำกัดวงเงินต่อรายการ” (เช่น ค่าผ่าตัดให้ 40,000 บาท, ค่ายาให้ 20,000 บาท) จึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากค่ารักษาจริงเกินวงเงินแม้เพียงหมวดเดียว คุณต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างทันที คำแนะนำคือควรหันมาเลือก ประกันเหมาจ่าย” (Lump Sum) ที่มีวงเงินหลักล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้วงเงินก้อนใหญ่สามารถยืดหยุ่นและเกลี่ยไปจ่ายในหมวดที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้ครอบคลุมกว่า


2. “ค่าห้อง” ต้องสอดคล้องกับโรงพยาบาลเป้าหมาย

อย่าเลือกค่าห้องจากการคาดเดา แต่ให้เข้าไปเช็กราคา Standard Room ของโรงพยาบาลเอกชนที่คุณและครอบครัวสะดวกใช้บริการเป็นประจำ

  • หากโรงพยาบาลที่คุณเล็งไว้มีค่าห้อง (รวมค่าบริการและอาหาร) อยู่ที่ 8,000 บาท แต่ประกันให้ค่าห้องเพียง 4,000 บาท คุณจะต้องแบกรับส่วนต่าง 4,000 บาททุกคืน
  • แนะนำมองหาแผนประกันนอนโรงพยาบาลเอกชนที่ระบุเงื่อนไข “จ่ายค่าห้องเดี่ยวมาตรฐานตามจริง” หรือเลือกแผนที่มีวงเงินค่าห้องสูงเพียงพอกับโรงพยาบาลเป้าหมาย เพื่อตัดปัญหาเรื่องส่วนต่างราคาห้องพักในอนาคต



3. มองหาความคุ้มครองแบบ OPD หรือค่าตรวจวินิจฉัยที่ครอบคลุม

หลายโรคร้ายแรงเริ่มต้นจากการตรวจพบในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) เช่น การทำ MRI หรือ CT Scan ซึ่งมีราคาสูงหลักหมื่นบาท ด้วยเหตุนี้ ควรตรวจสอบตารางผลประโยชน์ว่า “ค่าเวชศาสตร์วินิจฉัย” จ่ายแบบไหน จะช่วยให้การทำประกันภัยสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว 

  • ดีที่สุดคือ “รวมในวงเงินเหมาจ่าย” ไม่ว่าจะนอนหรือไม่นอนโรงพยาบาล
  • รองลงมาคือมีวงเงินแยกที่สูงพอสำหรับการตรวจครั้งใหญ่
  • ควรครอบคลุมทั้งกรณีผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษา เพื่อให้คุณกล้าตัดสินใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องบิลค่ารักษาพยาบาล 


4. เข้าใจกลไก Deductible (ความรับผิดส่วนแรก) และสิทธิพิเศษเครือข่าย

หากต้องการความคุ้มครองวงเงินสูงระดับพรีเมียม แต่ต้องการประหยัดงบประมาณ การเลือกแผนประกันรักษาโรงพยาบาลเอกชนที่มี Deductible (ความรับผิดส่วนแรก) คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะการยอมจ่ายเองก้อนแรก (หรือใช้สวัสดิการที่มีอยู่จ่ายส่วนนี้) จะช่วยลดเบี้ยประกันลงได้ถึง 30-50%

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญา ตัวอย่างเช่น โครงการ “AIA Smart Network” ที่มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เลือกแผน Copayment มีความรับผิดส่วนแรก โดยหากเข้ารับการผ่าตัดและนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการยกเว้น หรือส่วน copayment ต่ำกว่ารพ.นอก network

ตามเงื่อนไข ทำให้ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ถึง 2 ต่อ คือประหยัดตั้งแต่ค่าเบี้ยประกัน และลดภาระค่าใช้จ่ายจริงหน้างาน


5. เงื่อนไขเวลาและการต่ออายุ

  • การันตีการต่ออายุ (Renewal Guarantee) : ต้องมั่นใจว่ากรมธรรม์จะไม่ถูกยกเลิกฝ่ายเดียว แม้คุณจะเคลมเยอะหรือป่วยเป็นโรคร้ายแรงในอนาคต
  • เงื่อนไข Copayment ในการต่ออายุสัญญา : บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์กำหนดเงื่อนไขให้ผู้เอาประกันภัยต้อง “ร่วมจ่าย” (Copayment) ในปีกรมธรรม์ถัดไปได้ หากพอร์ตโฟลิโอของแบบประกันนั้นมีอัตราการเคลมสินไหมโดยรวมสูง (High Loss Ratio) หรือเป็นไปตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในสัญญา การศึกษารายละเอียดนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเงินระยะยาวได้อย่างไม่สะดุด และเข้าใจกฎการเคลมที่โปร่งใสขึ้น


อย่าปล่อยให้ค่ารักษาพยาบาลจากอาการเจ็บป่วยที่ไม่คาดฝันกระทบเงินออมทั้งชีวิต Money Adwise พร้อมช่วยคุณวางแผนประกันสุขภาพ แผนประกันโรคร้ายแรง และ วางแผนประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) จาก AIA อย่างมืออาชีพ โดยทีมนักวางแผนการเงินคุณวุฒิ CFP® จะช่วยวิเคราะห์โครงสร้างความคุ้มครองให้สอดคล้องกับค่ารักษาจริง คัดสรรแผนที่คุ้มค่าสูงสุด และจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นสร้างเกราะป้องกันทางการเงินวันนี้ ลงทะเบียนนัดรับคำปรึกษาทำประกันชีวิตครั้งแรกได้โดย ไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อเราได้ทันทีที่ LINE Official: @MoneyAdwise


ข้อมูลอ้างอิง

  1. Hospitals in Thailand. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 จาก https://www.expatica.com/th/health/primary-care/thailand-hospital-2172910/
  2. Comparing hospitals in Bangkok by accreditation and price. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 จาก https://www.facebook.com/groups/1089966954847972/posts/2206076836570306/


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ (FAQs)

Q : ทำไมซื้อประกันที่วงเงินค่าห้องดูเหมือนพอดีกับราคาโรงพยาบาลแล้วยังต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม ?

A : เพราะราคาห้องพักโรงพยาบาลประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ค่าห้อง, ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาล/บริการโรงพยาบาล กรมธรรม์บางฉบับอาจล็อกวงเงินเฉพาะ “ค่าห้อง” ไว้ต่ำ แต่โรงพยาบาลคิดค่าบริการพยาบาลสูง หรือคิดราคารวมกัน ทำให้เกิดส่วนต่างในหมวดที่วงเงินไม่ครอบคลุม


Q : ประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” (Lump Sum) ดีกว่าแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” (Itemized) อย่างไรในปี 2026 ?

A : แบบเหมาจ่ายมีความยืดหยุ่นสูงกว่า เพราะรวมวงเงินหลายหมวด (เช่น ค่าผ่าตัด, ค่ายา, ค่าเวชภัณฑ์) เป็นก้อนเดียว หากค่ารักษาหมวดใดหมวดหนึ่งพุ่งสูงขึ้น (เช่น ค่าอุปกรณ์ผ่าตัดแพง) ก็สามารถใช้วงเงินรวมมาจ่ายได้ ต่างจากแบบแยกค่าใช้จ่ายที่หากหมวดไหนเกินวงเงิน ต้องจ่ายส่วนต่างทันที


Q : หากมีสวัสดิการประกันกลุ่มจากบริษัทอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำประกันส่วนตัวเพิ่มหรือไม่ ?

A : จำเป็น หากวงเงินประกันกลุ่มไม่เพียงพอสำหรับโรคร้ายแรง หรือค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ แนะนำให้ทำประกันส่วนตัวแบบมี “ความรับผิดส่วนแรก” (Deductible) เพื่อใช้ประกันกลุ่มจ่ายก้อนแรก และให้ประกันส่วนตัวคุ้มครองส่วนที่เกินมา ซึ่งจะช่วยประหยัดเบี้ยประกันภัยได้มาก


Q : เงื่อนไข Copayment ในการต่ออายุสัญญาตามมาตรฐานใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อไร ?

A : บริษัทประกันภัยอาจสงวนสิทธิ์ปรับเงื่อนไขให้ผู้เอาประกันภัยร่วมจ่าย (Copayment) ในปีกรมธรรม์ถัดไปได้ หากอัตราการเคลมสินไหมทดแทนโดยรวมของพอร์ตโฟลิโอนั้นสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ไม่ได้ดูแค่ประวัติเคลมรายบุคคลเพียงอย่างเดียว) ซึ่งเป็นไปตามกติกา New Health Standard เพื่อให้เบี้ยประกันภัยโดยรวมของพอร์ตยังคงสมเหตุสมผล

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้