"ทำงานหลายปี แต่ไม่มีเงินเก็บ" หรือต้องเจอกับเหตุการณ์ “ต้นเดือนอย่างราชา ปลายเดือนเป็นยาจก” ประโยคเหล่านี้กลายเป็นบทสนทนาที่ได้ยินผ่านหูกันบ่อย ๆ ของคนวัยทำงานในยุคปัจจุบัน หลายคนพบว่าแม้รายได้จะเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์การทำงาน แต่ยอดเงินในบัญชีกลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจ "จุดเจ็บปวด" หรือ Pain Point ที่แท้จริง คือก้าวแรกในการแก้ไขปัญหานี้ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและเริ่มต้นบริหาร "เงินเก็บ" ให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย
ปัญหาคลาสสิกที่เป็นเหมือนหลุมดำดูดกลืนความมั่งคั่ง และทำให้ชีวิตต้องวนลูบ คือ “กับดักรายได้”
เรามักดีใจเมื่อเห็นตัวเลขเงินเดือนปรับขึ้น 3-5% ต่อปี แต่สิ่งที่น่าตกใจคือความรู้สึกที่ว่า “ทำไมไม่มีเงินเก็บ” หรือ “เงินหมดเร็วกว่าเดิม” คำตอบอยู่ที่ “ค่าครองชีพที่แท้จริง” (Real Cost of Living) ซึ่งพุ่งสูงเร็วกว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ภาครัฐประกาศ
เรากำลังเผชิญกับ “เงินเฟ้อแฝง” (Hidden Inflation) หรือปรากฏการณ์ Shrinkflation (ของราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง) และ Skimpflation (คุณภาพบริการลดลงในราคาเท่าเดิม) รวมถึงค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน และค่าสาธารณูปโภคที่เป็นต้นทุนแฝงในการทำงาน สิ่งเหล่านี้กัดกินอำนาจในการซื้อของเราไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรายได้ค่อย ๆ ขยับขึ้นเหมือนเดินขึ้นบันได แต่ค่าใช้จ่ายแฝงกลับพุ่งไวเหมือนขึ้นลิฟต์ ผลลัพธ์ทางจิตวิทยาคือความรู้สึก “จนลง” แม้จะหาเงินได้มากขึ้น นำไปสู่ความเครียดสะสมและการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดเพราะความกังวล
ในอดีต การจะเป็นหนี้ก้อนโตต้องใช้เอกสารปึกใหญ่และการรอคอยที่ยาวนาน ซึ่งช่วงเวลาของการรอนั้นคือ “เครื่องเบรก” ทางจิตวิทยาชั้นดีที่ทำให้เราได้ทบทวนความจำเป็น แต่ในยุค Fintech และ Digital Lending เราอยู่ในโลกที่ “ความเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน” (Pain of Paying) ถูกทำให้เจือจางลงจนแทบเป็นศูนย์ การสแกน QR Code, การตัดบัตรเครดิตอัตโนมัติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรม "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" (Buy Now, Pay Later - BNPL) ยังทำให้เราเข้าใกล้การเป็นหนี้ได้ง่ายขึ้น
BNPL คือกับดักทางพฤติกรรมที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะสิ่งนี้แยก “ความสุขจากการได้ของ” ออกจาก “ความทุกข์ของการจ่ายเงิน” ทำให้สมองส่วนอยากได้ (Limbic System) ชนะเหตุผล (Prefrontal Cortex) อย่างง่ายดาย เราจึงเมินเฉยว่าตัวเองมีเงินเก็บไม่พอ และตัดสินใจสร้างหนี้บริโภคเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มองไม่เห็น รู้ตัวอีกทีรายได้ในอนาคตก็ถูกจองจำด้วยหนี้สินเหล่านี้จนไม่มีเงินเก็บเหลืออยู่ในบัญชีเลย
"ของมันต้องมี" ไม่ใช่แค่วลีติดปาก แต่คือสภาวะทางจิตวิทยาที่ถูกขับเคลื่อนโดย Social Media
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำงานด้วยอัลกอริทึมที่เสิร์ฟภาพความสำเร็จ ไลฟ์สไตล์หรูหรา และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้เราเสพตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิด FOMO (Fear of Missing Out) หรือความกลัวที่จะตกกระแส ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตระดับโลก ร้านอาหาร Omakase หรือ iPhone รุ่นล่าสุด
แรงกดดันนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Lifestyle Inflation หรือการขยับมาตรฐานการใช้ชีวิตให้สูงขึ้นตามรายได้ (หรือเกินรายได้) เพื่อซื้อ “ภาพลักษณ์” และ “การยอมรับ” ทางสังคม เราไม่ได้ซื้อกาแฟเพราะต้องการคาเฟอีน แต่เราซื้อเพราะคือตั๋วเข้าสู่กลุ่มสังคมบางอย่าง การใช้จ่ายเพื่อสร้างตัวตนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงให้ไม่มีเงินเก็บ โดยแลกมากับความสุขชั่วคราวและภาระระยะยาว
นี่คือ Pain Point ที่เจ็บปวดและละเอียดอ่อนที่สุดของคนวัยทำงานยุคนี้ เพราะคนยุคนี้ไม่ได้ดูแลแค่ตัวเอง แต่คือ “Sandwich Generation” ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองเจเนอเรชัน ด้านบนคือพ่อแม่ที่กำลังเข้าสู่วัยชรา ซึ่งในสังคมไทย พ่อแม่จำนวนมากไม่ได้มีการวางแผนเกษียณที่ครอบคลุม หรือสวัสดิการรัฐไม่เพียงพอ ทำให้ลูกต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่ากินอยู่
ในขณะเดียวกัน ด้านล่างคือลูกหลานหรือการสร้างครอบครัวของตัวเอง ซึ่งต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรในปัจจุบันสูงลิ่ว ทั้งค่าเทอมและค่าสังคม ความกดดันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ “ความกตัญญู” และ “ความรับผิดชอบ” ที่ค้ำคออยู่
ภาระที่ต้องแบกรับทั้งสองทางทำให้หารายได้มาได้เท่าไรก็รู้สึกว่าเงินเก็บไม่พอ การจะเจียดเงินมาออมเพื่อการเกษียณของตัวเองกลายเป็นเรื่องท้าย ๆ ในรายการสิ่งที่ต้องทำ ส่งผลให้วงจรนี้อาจถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลานเป็นลูกโซ่แห่งความยากจนที่ไม่จบสิ้น

คนไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในกรอบความคิดที่ว่า “การเก็บเงิน = การฝากธนาคาร” ถึงแม้จะมีความพยายามในการออม แต่ศัตรูที่ร้ายกาจกว่าการใช้จ่ายคือ “ความไม่รู้เรื่องการลงทุน”
คนวัยทำงานจำนวนมากกลัวการลงทุนเพราะภาพจำด้านลบ ทั้งข่าวหุ้นตก, บิตคอยน์ร่วง หรือแชร์ลูกโซ่ ความกลัวความสูญเสียนี้มีอิทธิพลทางจิตวิทยามากกว่าความต้องการผลกำไร ผลลัพธ์คือ เงินเก็บถูกแช่แข็งไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งเมื่อหักลบกับเงินเฟ้อแล้ว มูลค่าเงินเก็บที่แท้จริงกลับ “ลดลง” ทุกปี ยิ่งเก็บ ยิ่งจน การไม่กล้าเสี่ยงในโลกการเงินยุคใหม่ จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่สุด เพราะทำให้เราไม่มีทางวิ่งแซงค่าครองชีพได้เลย
Pain Point สุดท้ายและสำคัญที่สุด คือการขาด “เข็มทิศ” ในการวางแผนการเงิน
เมื่อถามวัยทำงานว่าเก็บเงินไปทำไม คำตอบส่วนใหญ่คือ “เพื่ออนาคต” หรือ “เผื่อฉุกเฉิน” ซึ่งในทางพฤติกรรมศาสตร์ เป้าหมายที่นามธรรม เลือนราง และไกลตัวเกินไป จะไม่มีพลังมากพอที่จะเอาชนะกิเลสในระยะสั้นได้ สุดท้ายก็เข้าสู่วงจรไม่มีเงินเก็บในที่สุด
สมองของเราให้ความสำคัญกับ “ความสุขเดี๋ยวนี้” มากกว่า “ความมั่นคงในอีก 20 ปีข้างหน้า” เสมอ เมื่อไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ และมีกำหนดเวลาแน่นอน (เช่น เก็บเงิน 1 แสนบาทภายใน 1 ปีเพื่อดาวน์บ้าน) เราจะขาดแรงจูงใจในการปฏิเสธสิ่งยั่วยุรายวัน การไม่มีแผนการเงินก็เหมือนการขับรถโดยไม่มีแผนที่และเข็มทิศนำทาง เราอาจจะขับไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายน้ำมันก็หมดกลางทางโดยที่ไม่ถึงจุดหมาย
การทำความเข้าใจ Pain Point ทางการเงินเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยให้คุณแก้ปัญหาของตัวเอง แต่ยังเปิด "โอกาส" ให้คุณเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่น ในยุคที่ผู้คนต้องการคำแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนการเงินอย่างมืออาชีพ อาชีพ "ที่ปรึกษาการเงิน" และ "นักวางแผนประกัน" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ Money Adwise เรารับสมัครตัวแทนประกันชีวิตและวางแผนการเงิน โดยพร้อมสนับสนุนให้คุณก้าวสู่อาชีพนี้
สมัครเป็นตัวแทนขายประกัน AIA และนักวางแผนการเงินร่วมกับทีมของเรา พร้อมรับการพัฒนาทักษะและความรู้เชิงลึกจากที่ปรึกษาการเงินผู้มีคุณวุฒิ CFP® เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน ทั้งของคุณเอง และของผู้ที่คุณเข้าไปให้คำปรึกษา
ข้อมูลอ้างอิง